พิธีสารเกียวโต (KYOTO PROTOCOL)

พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)

หลังจากที่มีการค้นพบว่าบริเวณขั้วโลกใต้ในฤดูใบไม้ผลิได้เกิดรูรั่วของบรรยากาศ ชั้นโอโซนขึ้น โดยมีสาเหตุจากสารสังเคราะห์จําพวกคลอโรฟลูออโรคาร์บอนหรือ CFCs  องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้ผลักดันให้มีการลงนามใน อนุสัญญาเวียนนา ว่าด้วยการพิทักษ์ชั้นโอโซน ในปีพ.ศ. 2528  (ค.ศ.1985)

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ.2530 ( คศ. 1987 ) มีการประชุมเพื่อทำสนธิสัญญาว่าด้วยการลดการปลดปล่อยแก๊สที่มีผล ในการทำลายชั้นโอโซนขึ้นที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา สนธิสัญญาได้เรียกว่าพิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ซึ่งกำหนดมาตรการควบคุมการผลิต การใช้ การจำกัด การลดหรือเลิกใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดแก๊สทำลายชั้นโอโซน (Ozone Depleting Gases) จำพวก CFC และ HCFC

ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2532 พิธีสารมอนทรีออลถือเป็นข้อตกลงที่ได้รับความร่วมมือจากนานาชาติเป็น อย่างดีและถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง สังเกตได้ถึงการลดลงหรือ ไม่เพิ่มขึ้น ของแก๊สทำลายโอโซนชั้นบรรยากาศและฟื้นตัวของระดับโอโซนในชั้นบรรยากาศ ความสำเร็จของพิธีสารมอนทรีออลถือเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดพิธีสาร เกียวโต (Kyoto Protocol)

ในปีพ.ศ. 2540 ที่ประชุมใหญ่ของสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ได้มีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ และการรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นซึ่ง เป็นที่มาของอนุสัญญาพิธีสารเกียวโตโดยมีประเทศสมาชิกร่วมลงนามทั้งสิ้น ๑๘๖ ประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

Annex I (กลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 1) : กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศพัฒนาแล้ว ๔๑ ประเทศ

Non-Annex I (กลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1) : กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ๑๔๕ ประเทศ (รวมประเทศไทยด้วย)

พิธีสารเกียวโต มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005 หรือ พ.ศ. 2548โดยกลุ่มประเทศ ภาคผนวกที่ 1 (Annex I) หรือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมและประเทศพัฒนาแล้ว ๔๑ ประเทศ จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้อยู่ในระดับต่ำกว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 1990 หรือ พ.ศ.2533 โดยเฉลี่ยร้อยละ 5 เป็นอย่างน้อย ให้ได้ภายในปี 2012 และต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึงร้อยละ 75 ภายในปี 2050

 

สาระสำคัญของพิธีสารเกียวโตอยู่ในเรื่องของเป้าหมายการปลดปล่อยแก๊ส เรือนกระจก จำพวก Carbon dioxide, Methane, Nitrous oxide, Hydrofluorocarbons, Perfluorocarbons and Sulphur hexafluoride ของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก โดยแต่ละประเทศจะต้องส่งข้อมูลการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกของปี 1990 ให้ทางสหประชาชาติเพื่อใช้ในการอ้างอิงเปรียบเทียบการลดลงของตัวเอง

การลดปริมาณการปลดปล่อยแก๊สสามารถทำได้ 2 แนวทางหลักคือ

1) การลดโดยตรงจากแหล่งที่มาของแก๊ส (By Sources)
2) การลดทางอ้อมเคลื่อนโดยการย้ายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ
คือ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บ (Sinks or Reservoirs) เช่น การเพิ่มพื้นที่ป่า

  เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโตได้กําหนดกลไกที่ยืดหยุ่น (Flexibility Mechanisms) ขึ้น 3 กลไก ดังนี้

  1. กลไกการทําโครงการร่วม (Joint Implementation, JI) ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6  ซึ่ง

กําหนดให้ประเทศพัฒนาแล้ว สามารถดําเนินโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือน

กระจกร่วมกันเองระหว่างประเทศในกลุ่ม ภาคผนวกที่ 1  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด

ได้เรียกว่า ERUs (Emission Reduction Units)

  1. กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism, CDM)  ตามที่ระบุไว้ใน

มาตรา 12  ซึ่งกําหนดให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1  สามารถดําเนินโครงการลดปริมาณ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับประเทศกําลังพัฒนาหรือประเทศในกลุ่ม Non-Annex

I  โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จะต้องผ่านการรับรอง  เรียกว่า CERs (Certified

Emission Reduction)

  1. กลไกการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading, ET)  ตามที่ระบุ

ไว้ในมาตรา 17  ซึ่งกําหนดให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1  ที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซ

เรือนกระจกในประเทศตามที่กําหนดไว้ได้ สามารถซื้อสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากประเทศ ในภาคผนวกที่ 1  ด้วยกันเอง ที่มีสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ (อาจเป็น

เครดิตที่เหลือจากการทําโครงการ JI  และ CDM  หรือ สิทธิ์จากการปล่อยที่เหลือเนื่องจาก

ระบบเศรษฐกิจทําให้ปริมาณการปล่อยในปัจจุบันน้อยกว่าปริมาณการปล่อยเมื่อปี ค.ศ. 1990

(หรือ พ.ศ.2533)  ทำให้มีสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือพร้อมที่จะขายได้)  เรียกสิทธิ์การ

ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะซื้อขายกันนี้ว่า AAUs (Assigned Amount Units)

พันธกรณีของประเทศไทยภายใต้พิธีสารเกียวโต

ประเทศไทยได้ลงนามรับรองพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 2  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542  และได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28  สิงหาคม พ.ศ. 2545  ในฐานะภาคีสมาชิกในกลุ่มประเทศกําลังพัฒนา จึงไม่มีพันธกรณีใดๆ ภายใต้พิธีสารเกียวโต ยกเว้นมาตรา 10 ซึ่งกําหนดให้ทุกภาคีร่วมรับผิดชอบดําเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามขีดความสามารถและสถานการณ์ของแต่ละประเทศด้วยความสมัครใจ และมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด แต่ไม่มีพันธกรณีที่จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน ช่วงพันธกรณีแรก พ.ศ. 2551-2555 (ค.ศ.2008-2012) เหมือนกับประเทศในภาคผนวกที่1

Please follow and like us:
228