ไทยทรงดำ

ชาวไทยทรงดำ

ชื่อชนเผ่า ไทยดำหรือไทยทรงดำ  เรียกตัวเองว่า ลาวโซ่ง

ประวัติความเป็นมา

ชนเผ่าไทยดำหรือไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เมืองแถง (เดียนเบียนฟู) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยประมาณ ๒๒๗ ป (นับถึง พ.ศ. ๒๕๕๐) มีประวัติการอพยพเข้ามาในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. ๒๓๒๑ ตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วไป ประมาณ ๔๐ จังหวัด เพชรบุรีเป็นเมืองแม่ ใต้สุดอยุ่ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี นอกนั้นมีอาศัยอยู่ที่ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย เลย ฯลฯ

ไทยทรงดำมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ปะดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ด้วยตนเอง มีภาษาพูดภาษาเขียนเป็นของตนเอง ปัจจุบันกำลังได้รับการสนับสนุนในการเรียนการสอนภาษาไทยดำในอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  โรงเรียนที่เปิดสอนภาษาไทยดำ ได้แก่ โรงเรียนเขาย้อยวิทยาและโรงเรียนวัดหนองปรง

ศรัทธาความเชื่อ

ชาวไทยทรงดำ ส่วนใหญ่จะมีความผูกพันอยู่กับความเชื่อในเรื่องผีและขวัญ เป็นอันมาก เนื่องจากเชื่อว่าผีนั้นเป็นเทพยดาที่ให้ความคุ้มครองพิทักษ์รักษา หรืออาจให้โทษถึงตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ผีเรือน  ประดุจดั่งศาสดาประจำตน ซึ่งทำในสิ่งไม่ดีจะเป็นการผิดผี ผีเรือนอาจจะลงโทษได้ โดยจำแนกประเภทของผีตามลำดับความสำคัญและความเชื่อได้ดังนี้

  • ผีแถนหรือผีฟ้า
  • ผีบ้านผีเมือง
  • ผีบรรพบุรุษ
  • ผีป่าขวงและผีอื่นๆ

ขนบธรรมเนียมประเพณี

การแต่งกาย

มีการแต่งกายแบบพิธีการ และแต่งกายในวิถีชีวิตประจำวัน มีระเบียบ สังคม จัดไว้อย่างชัดเจน เช่น ชุดหมอเสนผู้น้อย ชุดหมอเสนผู้ต้าว ชุดพ่อมด ชุดแม่มด ชุดลูกสะใภ้ไปบ้านแม่สามี ชุดขึ้นบ้านใหม่ ชุดเขือยงานศพผู้น้อย ชุดเขือยงานศพผู้ต้าว ชุดไปเกี้ยวสาว ชุดรำแคน ชุดโยนลูกช่วง ชุดอยู่กับบ้าน ชุดไว้ทุกข์ ฯลฯ

บ้านเรือน

เป็นบ้านมีลักษณะใต้ถุนสูง มีขอกุดเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกชนเผ่า และขอกุดยังบ่งบอกสภาพของเจ้าของบ้านว่าเป็นผู้น้อย หรือผู้ต้าว

อาชีพ

ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า

อาหาร

อาหารเป็นอาหารรสจัด จะมีพริกพราน (มะแข่น) เป็นเครื่องเทศบ่งบอกเอกลักษณ์ประจำชนเผ่าอาหารหลัก เช่น  แก่งหน่อส่ม แกงหยั้วะ แกงผ้า แกงโฮเฮ

พิธีกรรม พิธีเสนคือการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ นอกนั้นมีการเซ่นไหว้แถนเซ่นเสนปุกล้วยเมืองฟ้า เสนปุกล้วยเมืองลุม เสนต่อมีงต่อแนน พิธีเซ่นไหว้ผีมด ผีบ้านผีเมื่อง เสนฆ่าเกือด เสนแก้เคราะห์เรือน เสนกวักกว้าย ฯลฯ

ศิลปวัฒนธรรม

        (1) เทศกาล  ประเพณี

วัฒนธรรมการเสนเฮือน

เสนเฮือน   คือการเซ่นผีเรือนของชาวไทยทรงดำ  คำว่า  “  เสนเฮือน  “   เดิมคงเป็นเซ่นผีเฮือนแล้วกร่อนเป็น เซ่นเฮือน  จึงกลายเป็น”  เสนเฮือน “  (เฮือน  – เรือน )  การเสนเฮือน แบ่งออกเป็น   2 แบบ คือ

  1. เสนเฮือนธรรมดา
  2. เสนผีเรียกขวัญ

เสนเฮือนธรรมดา  ปกติบ้านใดกำหนดว่าจะเสน   แล้วมักเตรียมเลี้ยงสุกร  ชาว

ไทยทรงดำจำแนกตามลักษณะการถือผีเป็น   2 กลุ่ม   คือ

  1. กลุ่มสายผีผู้น้อย
  2. กลุ่มสายผีผู้ท้าว

หมอเสน

หมอเสน(พ่อมด) ผู้ทำพิธี

อาหารสำหรับเซ่น

อาหารสำหรับเซ่นไหว้

ทำพิธี

หมอเสนประกอบพิธีกรรม

 

เสนผู้ท้าว    เรียกว่า เสนใหญ่มีการฆ่าควาย   ส่วนเสนผู้น้อย  มีการฆ่าสุกรที่เตรียมไว้

พิเศษ 1 ตัว  สำหรับใช้ในงานเสน  เมื่อได้กำหนดหมอผีที่ทำพิธี  ซึ่งต้องกำหนดวันไว้ล่วงหน้า    จะมาบ้านเสน   โดยมรญาติของบ้านเสนไปรับญาติมิตรที่บอกไว้  ก็จะมาพร้อมกัน  โดยหาเหล้ามาช่วย(ปัจจุบันอาจมีการช่วยเป็นเงินบ้าง)  การฆ่าสุกรเพื่อเซ่นผี  ก่อนฆ่าจะมีการบอกผีเฮือนและพระภูมิเจ้าที่ก่อน  การชำแหละเนื้อสุกรต้องเอามาชำแหละในห้องผีเฮือน   จัดปานเฮือนเสร็จแล้ว นำหมูที่เหลือไปให้แม่ครัวปรุงอาหารเลี้ยงแขกต่อไป   หมูที่ใช้ในพิธีเสน   คือที่เป็นซี่โครงเจ็ดซี่  ข้อสันหลังเจ็ดข้อ  นำไปใส่กระบะพร้อมด้วยเหล้า  เมื่อถึงเวลาหมอผีจะเข้าไปในห้องผีเฮือน  เริ่มพิธีบอกผีเฮือน  สำหรับลูกเขย ลูกสะใภ้  หลานเขยหลานสะใภ้ที่เข้าพิธี  จะต้องแต่งกายชุดพิเศษ  จนกว่าจะยกเครื่องเซ่นไหว้และเลี้ยงแขกเสร็จงาน  เมื่อเลี้ยงอาหารเรียบร้อยแล้วหมอผีจะเริ่มร้องขับกล่าวเชิญวิญญาณผีญาติเจ้าของเรือนนั้น   ที่เชื่อว่าอยู่เมืองสวรรค์ให้ลงมา    ณ   ห้องพิธีพร้อมกันหมด  เพื่อเชิญกินอาหารที่จัดไว้ทุกคน   เมื่ออิ่มแล้วจะเรียกลูกสะใภ้ (ถ้ามี)  มาแนะนำให้ผีทั้งหมดรู้จักว่าคนนี้ได้มาร่วมเป็นญาติกับเรา  ขอให้ช่วยคุ้มครองให้เกิดสิริมงคล  ส่วนเขยนั้นเพียงแต่แนะนำเท่านั้น   ต่อไปหมอผีจะเชิญผีกินอาหารอีกครั้งหนึ่ง  ประมาณบ่ายสองโมง  สมมุติว่าข้าวกลางวันต่อไปจะเชิญดื่มเหล้าเป็นชุดที่สาม   แล้วกล่าวเชิญวิญญาณกลับสู่สวรรค์  เมื่อหมดการเชิญวิญญาณแล้ว    หมอผีจะกล่าวลาผีลงมาจากสวรรค์ก็เป็นอันเสร็จพิธีการเชิญผีตามลำดับญาติหมอเสนจะดูปั๊บผีเฮือนต้องเชิญผีชั้นทวดลงมาเท่านั้น  บางรายญาติที่ตายมาก  ก็ต้องใช้เวลามากในการเชิญผีมาเชิญผีกลับ

เสนตังบั่งหน่อ       คือการที่คนรับเลี้ยงมด (คือ พ่อมด แม่มด หรือหมอมนต์ หมอบ้านหมอเมือง ซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีในการเสนเรือน) แสดงความเคารพด้วยการเซ่นไหว้ มดมี 2 ชนิด คือ มดดูแลรักษาบ้านกับมดชอบเที่ยวสนุก คนที่จะเสนตังบั่งหน่อคือมดที่ชอบเที่ยวชอบสนุก มีสุขภาพจิตและฐานะทางสังคมดี คือมีเกียรติสูงกว่ามดอยู่กับบ้าน การจะเสน จะเสนหลังจากเสนหมูคือเสนอเรือน คือผีเรือนธรรมดาที่ทุกครอบครัวมี แต่เสนตังบั่งหน่อจะเสนเฉพาะที่มีมดเที่ยว มดชอบสนุกเท่านั้น ทำพิธีประมาณ 16.00 น. เสร็จพิธีประมาณไม่เกิน 20.00 น. คือเสร็จแล้วรับประทานอาหารเย็น  พิธีเสนตังบั่งหน่อ คนไทยดำหลายคนไม่รู้จัก เพราะการเสนชนิดนี้มีจำนวนน้อยครอบครัว บางบ้านก็ เสนตังบั่งหน่อโดยไม่มีการเสนเรือนก็มี แต่เริ่มพิธีจะทำก่อนอาหารเย็น คนร่วมงานก็ไม่นิยมบอกคนจำนวนมาก จะทำเฉพาะญาติและบ้านใกล้เรือนเคียง

เสนอตังบั่งหน่อ เป็นพิธีที่มีการเป่าปี่ ร่ายรำ กระแทกกระบอกไม้ไผ่(บั้งหน่อ) มีร่มขาวร่มแดง มีพวงมาลัยคล้องคอเชิญชวนผู้เข้าไปรำ มีคติว่าร่ายรำแล้วจะหายเจ็บหลัง เจ็บเอว เกิดความสวัสดิมงคลแก่ผู้ปฏิบัติ เป็นพิธีบวงสรวงที่สวยสดงดงามประเพณีหนึ่ง ผู้ประกอบพิธีคือพ่อมด (เอกสารประกอบคำสอน วิชา ส 701 ท้องถิ่นของเรา ของอาจารย์ถนอม  คงยิ้มละมัย) หมอเสนเฮือน (หมอเสน)  ต้องแต่งตัวตามแบบประเพณี  คือมีเสื้อเฉพาะสวมตลอดพิธีและถือพัด ส่วนแขกที่มาร่วมงานจะใส่ชุดปกติ คือ  ชุดไท

ประเพณีไทยทรงดำ

ชุมชนชาวไทยทรงดำ  มีกิจกรรมอันเป็นวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากสังคมรวมโดยทั่วไป   งานชุมนุมไทยทรงดำ ทุกวันที่ 9-10  เมษายน  ของทุกปี  ตำบลหนองปรงจะจัดงานประเพณีไทยทรงดำที่ยิ่งใหญ่  การจัดชุมนุมชาวไทยทรงดำ  เป็นการสนับสนุนให้สมาชิกชาวไทยทรงดำในตำบลต่าง ๆ   ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิด  ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางด้านขนบธรรมเนียมประเพณี   วัฒนธรรม  ซึ่งจะก่อให้เกิดความรัก  ความสามัคคีระหว่างชุมชน  เกิดผลดีทางด้านการติดต่อสื่อสาร   เด็กรุ่นใหม่ จะได้เห็นการปฏิบัติทางวัฒนธรรมและเกิดทัศนคติที่ดีต่อวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชาวไทยทรงดำ

การจัดงานไทยทรงดำมีผลต่อการสิบทอดวัฒนธรรม    มีการรับประทานอาหารของชาวไทยทรงดำ  ขั้นตอนการทอผ้า    การแต่งตัว ด้วยผ้าพื้นบ้านที่ปักลวดลายสวยงามต่าง ๆหลากหลาย   ที่สมาชิกชาวไทยทรงดำได้ทอเก็บไว้   เพื่อใส่มาในงานชุมนุมไทยทรงดำในแต่ละปี  ได้มีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นของการทอผ้า  การปักลวดลายต่าง ๆ

(2)  การแสดง  การละเล่น

        การเล่นคอน    ในเดือน 5 ทั้งเดือน  มีการเล่นคอนกันทั่วไป  หนุ่ม (มักไป

เล่นตำบลอื่นไม่เล่นตำบลของตัว)  มักรวมกัน  5 –10 คน ในจำนวนนี้มักมีหมอแคน (คนเป่าแคน) หมอขับ (คนว่าแก้กัน)  หมอลำ (หัวหน้าร้องเพลงเกี้ยวกัน)  ไปด้วย  การแต่งกายในขณะเล่นคอน  โดยเฉพาะการทอดลูกช่วง ทั้งชาย หญิง นิยมสวมเสื้อฮีไม่เอาลายออก  ระหว่างนี้จะมีการเอาเครื่องแต่งกายคือ สะใบ  เสื้อฮี   ผ้าซิ่น  กางเกง  มาอวดกัน  ของใครสวยกว่ากัน  มีการวิจารณ์ซึ่งกันและกัน  หากใครสนใจของผู้ใดก็จะสอบถามกันถึงการผลิต  การตกแต่ง  และยังมีการปฏิสัมพันธ์กันถึงเรื่องอื่น ๆ ตลอดเวลาการเล่นคอน  แต่ก็อนุโลมไม่ใช้เสื้อฮีก็ได้ เผื่อบางคนยังไม่พร้อม การเล่นคอน แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

  1. เล่นคอนธรรมดา
  2. เล่นคอนค้าง

(3) สถาปัตยกรรมและศิลปะท้องถิ่น

บ้านลาวโซ่งหรือไทยทรงดำ  ลาวเรียก “ กว๊านตุ๊บ “ หรือ “ เฮือนลาว “  มี 3 ส่วน ส่วนหน้าเรียกว่า  “ กว๊าน “  ใช้รับแขก  ส่วนกลางใช้นอนและทำอาหาร ส่วนหลังที่พักแขกชั่วคราว  ที่มุมห้องจะมีกะล้อห่อง   ซึ่งเป็นกลาโหมของบ้าน คือเป็นผีเรือนที่คุ้มครอง  การสร้างใช้เครื่องผูก มิใช่ตะปู  พื้นใช้ฟาก (ไม้ไผ่ผ่าเป็นแผ่น ๆ ปูติดต่อกัน) ใช้เสาไม้ มีบันได 2 บันได และ 3 บันได ขั้นบันไดจะกลม  ใต้ถุนบ้านสูงโล่งมีที่ตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง  ทอหูก    ปั่นด้าย  นอกชายคาบ้านจะมีแคร่ไว้เก็บไหปลาร้า  ซึ่งตั้งไว้กลางแดดกันหนอน  ลำหรับไหอาหารจำเป็นของไทยทรงดำเขาย้อยจะมี  ไหเกลือ   ไหมะขามเปียก   ไหหน่อไม้ดอง  เนื่องจากเป็นคนประหยัดจึงมีเงินเก็บมาก  ไม่ค่อยถอนออกใช้  จึงเป็นไหเงินไหทองของจังหวัด  รวม มี  5  ไห  ไหที่กล่าวที่หลังจะอยู่ในร่มหลังคาตรงหน้าจั่วจะมีลักษณะคล้ายเขาวัวโง้งงอเข้าหากัน  เรียกขอกุด  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ  ความสำเร็จ

4.3 วิถีชีวิต

   3.1   วัฒนธรรมด้านภาษาท้องถิ่น

ชาวไทยทรงดำ มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง นับตั้งแต่ชาวไทยทรงดำอพยพเข้ามาอยู่ในเขตอำเภอเขาย้อย  จังหวัดเพชรบุรี  ไทยทรงดำไม่ได้ไม่ได้จัดระบบการศึกษาขึ้นในชุมชนของตนเอง  ไม่มีโรงเรียนสอนภาษาไทยทรงดำโดยตรง  การสอนภาษาเป็นเพียงการถ่ายทอดในครอบครัวที่กระทำกันเองเท่านั้น   ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสอนแต่เพียงภาษาพูดแก่ทารกที่เกิดใหม่จนสามารถพูดได้   แต่ก็ไม่ได้เน้นทางด้านการอ่าน  การเขียน  ลักษณะเช่นนี้  ทำให้สมัยต่อ ๆ มา  จำนวนไทยทรงดำที่สามารถอ่านเขียนหนังสือไทยทรงดำได้มีจำนวนน้อยลงทุกที   เนื่องจากการถ่ายทอดภายในครอบครัวไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ  เพราะไทยทรงดำส่วนมากจะดิ้นรน  เพื่อการดำรงชีวิต   ใช้เวลาในการประกอบอาชีพมากกว่าที่จะสอนหนังสืออย่างจริงจัง   ปัจจุบันจึงมีชาวไทยทรงดำที่มีอายุตั้งแต่ 50  ปีขึ้นไป    บางคนเท่านั้นที่ยังพอสามารถ อ่าน เขียน ภาษาไทยทรงดำได้    ประกอบกับตำราที่เป็นภาษาไทยทรงดำมีให้อ่านน้อยมาก   ส่วนมากจะมีเป็นตำนานเก่า ๆ   ตำรายาแผนโบราณ  และบทขับกล่อมตอบโต้กันระหว่างหญิงกับชาย  เมื่อมีงานประจำปี หรือเทศกาลเดือนห้า   หน้าสงกรานต์     ไทยทรงดำที่ได้รับการศึกษาสูง ๆ หลายคนพูดภาษาไทยทรงดำเกือบไม่ได้เลย   แม้แต่ภายในกลุ่มชาวไทยทรงดำ  บางชุมชนก็ไม่ค่อยพูดภาษาไทยทรงดำด้วยกันแล้ว   บางกลุ่มก็พูดผสมกันระหว่างภาษาไทยทรงดำกับภาษาไทยกลาง  ภาษาไทยทรงดำนี้  มีสำเนียงคล้ายกับภาษาลาวเวียงจันทร์   ไทยอีสาน  ไทยเหนือมีตัวหนังสือลาวและไทยเหนือ

                        ภาษาไทยทรงดำมีลักษณะไม่แตกต่างไปจากภาษาไทยกลาง  กล่าวคือมีลักษณะเป็นคำโดด พยางค์เดียว เช่น   คำว่าอ้าย  เอม  แลง  งาย  ช่วง  เสื้อ  เสื่อ   สาด   เป็นต้น  ถ้าจะมีคำหลายพยางค์ก็เอาคำโดดมาผสมกัน  เช่น ซ่วงฮี-กางเกงขายาว   ลุก-ลูกคนแรก  กกแนน-บุญแต่ปางก่อน   ผ้าฮ้าย-ผ็าขี้ริ้ว    เฮื่อนฮ้าย- เรือนไม่ดี (ไม่เป็นมงคล)  และไม่มีเสียงควบกล้ำ  เช่น  คำว่า ปลา  ไทยทรงดำออกเสียงว่า  ปา หรือโตปา,  พร้อม  ออกเสียงว่า  ป้อม , กลางคืน  ออกเสียงว่า กางกืน  เป็นต้น   คำบางคำไม่อาจจะเขียนวรรณยุกต์ในภาาษไทยกำกีบการออกเสียงให้ตรงกับการออกเสียงในภาษาไทยทรงดำได้ เช่น  คำว่า  “ เจือ “   ออกเสียงหนักเบาและเน้นสำเนียงแล้ว  คำรี้คำเดียวใช้วรรณยุกต์สามัญแล้ว  ก็แปลได้หลายความหมาย คำนี้ แปลว่า ชวน ในประโยคว่า  “เจือกันมา”  ชวนกันมา   แปลว่า เครือเถา ประโยคว่า   “ เจือเถาวัลย์ เจือกล้วย “ แปลว่า  เชื้อสาย  ประโยคว่า   “ เจื๊อผู้ท้าว”   แปลว่า  เชื่อ  ในประโยคว่า  “   เหลือเจือ “ แปลว่า เหลือเชื่อ  หรืออย่างคำว่า “  ปี”  วรรณยุกต์สามัญออกเสียงสำเนียงต่างกัน  จะมีความหมายได้หลายความหมาย  ดังนี้  หมายถึง  ปี (เวลา 12 เดือน) แปลว่า  พี่  แปลว่า อ้วน (เน้นเสียงหนัก) แปลว่า ปลีกล้วย (เสียงต่ำลง)  หรือ อย่างบางคำ เช่น คำว่า ลูกสะใภ้ ไม่อาจจะเขียนคำออกเสียงในภาษาไทยให้ตรงได้  จะเขียนได้อย่างใกล้เคียงก็เพียง   ลุเป้า   เท่านั้น

     3.2  วัฒนธรรมการแต่งกาย

วัฒนธรรมการแต่งกายของไทยทรงดำ  เป็นวัฒนธรรมหนึ่งซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มของชาวไทยทรงดำ   ที่ยังดำรงลักษณะเด่นของกลุ่มตนไว้ ไม่เหมือนไทยกลุ่มอื่น  ซึ่งคลายคลึงกันเป็นส่วนมาก    จะต้องสังเกตฟังเสียงจึงจะทราบว่าเป็นไทยกลุ่มไหน  โดยเฉพาะเสื้อผ้า  เครื่องนุ่งห่มของชาวไทยทรงดำทำกันเองทั้งสิ้น  ไม่ว่างานมงคลหรืองานอวมงคล  จะใช้เสื้อผ้าแบบเดียวกันทั้งหญิงและชาย  ยกเว้นในงานพิธีกรรมจะต้องใส่ชุดพิเศษ  สีเสื้อผ้าของชาวไทยทรงดำนิยมใช้สีดำหรือครามเข้มเป็นประจำ  จนได้ชื่อเรียกว่า   “ไทยทรงดำ”  หรือ “ ลาวทรงดำ “  ส่วนสีอื่นจะเป็นเพียงสีที่นำมาตกแต่งเพื่อให้สวยงามเท่านั้น

       เครื่องแต่งกายชาย

                           กางเกงชายมี  2 แบบ ขายาว เรียก “ส้วงขาฮี “ , ขาสั้น เรียก  “ส้วงก้อม “ (คำว่า ก้อม หมายถึงสั้นหรือพอดีตัว)   ส้วงก้อม  คล้ายกางเกงขาก๊วยของจีน

เสื้อมี  2  แบบ เสื้อไท เป็นเสื้อคอตั้ง  แขนยาวรัดเอว  ปลายย้วยเล็กน้อย  ติดกระดุมเงิน 2 ซุม ซุ่มละ 9 เม็ด  เสื้อฮี  เป็นเสื้อคอกลมแขนยาว  ตัวยาวมาปิดก้น ความงามอยู่ด้านข้างโชว์ลายซึ่งเรียกว่า “  คอกุด “  เสื้อฮีชายใส่ได้ด้านเดียว

เสื้อฮีใช้ในพิธีสำคัญ  ผู้ชายจะนุ่งกางเกงขายาวสีดำ ที่เรียกว่า  “ ส้วงขาฮี “    เสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามตัวเสื้อเข้ารูปเล็กน้อย  ผ่าหน้าตลอด   ความยาวคลุมสะโพกด้านข้างผ้าขึงเอว  คอเสื้อเป็นคอกลมติดกุ๊นรอบคอด้วยไหมสีแดง   ตรงคอเสื้อมีกระดุมติดไว้ 1 เม็ด  แขนเสื้อเป็นแขนกระบอกยาวปักตกแต่งรักแร้   และด้านข้างของตัวเสื้อด้วยไหมสีต่าง ๆ ติดกระจกชิ้นเล็ก ๆ ตามลวดลายอย่างสวยงาม  ใช้ในงานพิธีสำคัญ เช่น  งานตาย   งานแต่งงาน  งานเสน   เป็นต้น

เครื่องแต่งกายของหญิงชาวไทยทรงดำ

                    หญิงจะมีผ้าซิ่นลายแตงโม  ประกอบผ้า 3  ชิ้น คือ  ตีนซิ่น  ตัวซิ่น  หัวซิ่น หญิงแต่ละวัยนุ่งไม่เหมือนกัน  ดังคำกลอนของชาวไทยทรงดำว่า  “ สาวน้อยขอดซอย  เอื้อมไหล่สาว ใหญ่  ๆ นุ่งซิ่นต่อหัว  สาวมีผัวนุ่งซิ่น 2  ซ้อน “เสื้อหญิงก็มีเสื้อก้อมกับเสื้อฮี  เสื้อฮีหญิงใช้เย็บนุ่งได้    2   ด้าน  ด้านมงคลมีลวดลายน้อย   ด้านอวมงคลมีลวดลายมาก  และใช้คลุมหลังโลงศพเวลาตาย   ปกติใช้เสื้อก้อมเป็นเสื้อแขนยาวคอตั้งติดกระดุม 9   เม็ด  หรือ 1  เม็ด  ตรงสาบเหนือสะดือจะเว้าประมาณ  1  นิ้วครึ่ง  เพื่อโชว์หน้าท้องและเข็มขัดเงิน         สีที่ใช้แต่งเสื้อฮี  หรือทำหน้าหมอนจะมีสีหลัก 4  สี คือ แดงเลือดหมู  สีส้ม  สีเขียว และสีขาว

ผ้าสไบสาว ๆ ใช้ผ้าสี  คนมีอายุจะใช้ผ้าเปียวหรือผ้าฮ้างนมสีดำ  ซึ่งเป็นดอกสวยงาม  การนุ่งผ้าซิ่นจะนุ่งหน้าสั้นหลังยาว  สองชายพับมารวมตรงหน้าและพับตลบหลังทับกันตรงหน้าท้อง  สะดวกในการเดินและทำให้เนื้อผ้าซิ่นไม่แยก  เวลาทำงานหนักมักใช้สะไบคาดเอว เน้นความเข้มแข็งทะมัดทะแมง   หญิงไทยทรงดำขยัน   เวลาตายจะนุ่งผ้าซิ่นให้ศพ 3  ผืนต้องเป็นซิ่นลาวและมีผ้าไหมปิดหน้า   ถ้าไม่มีจะถูกผู้ใหญ่ในชุมชนตำหนิติเตียน

เครื่องแต่งกายของเด็ก

เด็กเล็ก ๆ มักจะใช้ผ้าผืนหนึ่งปิดหน้าอก  หน้าท้องมีสายโยงไปข้างหลังผูกมัดกันไว้  ผ้าชนิดนี้  คนจีนเรียกว่า “  ผ้าเอี๊ยม “   เด็กอาจนุ่งกางเกงใส่เสื้อก็ได้  แต่ส่วนมากมักไม่นุ่งกางเกง    สวมแต่เสื้อ  เพราะเกรงจะถ่ายอุจจาระเปื้อนกางเกงได้  เด็กไทยทรงดำมีหมวกแปลกกว่าเด็กชาติอื่น  คือ ที่หมวกของเด็กไทยทรงดำมีชายสีดำยาว   ซึ่งป้องกันความร้อนได้ดี  ส่วนด้านหน้าก็ปักเป็นลวดลาย สวยงาม (เรียกหมวกว่า  “  มู๊“ )  นอกจากนี้ยังมีสายสะพานสีดำ เรียกว่า  “พานหลา“ ซึ่งพันรอบตัว “มะหมันหงอ“   คล้ายพญานาค  5  ตัว ห้อยอยู่  พญานาคนี้จะทำด้วยไม้หรือของแข็งอย่างใดอย่างหนึ่ง   แล้วใช้ผ้าหุ้มและปักลวดลายสวยงาม  เข้าใจว่าจะใช้พิทักษ์รักษาเด็กให้ปลอดภัยจากอันตรายที่ใกล้ ๆ พญานาค จะมีกระเป๋าเล็ก ๆ เย็บติดไว้  เมื่อเวลาพาเด็กไปไหว้ผู้ใหญ่เขาจะใส่สตางค์หรือเครื่องเงินทองไว้ในกระเป๋านี้และอวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข  สายสะพายนี้น่าชมเชยคนคิดริเริ่ม  เพราะช่วยให้ปลอดภัยในการเดินทางและเบาแรงคนอุ้มด้วย  ถ้าสังเกต ผ้าซิ่นของแม่ที่อุ้มลูกจะเห็นชายข้างหน้าสั้นกว่าข้างหลัง  เป็นแบบที่สะดวกในการเดินทางมาก

ทรงผมของไทยทรงดำ

มักมีคนพูดว่าลาวหางขาด หมายถึง  เดี๋ยวนี้คนลาวไม่ไว้ผมยาว ซึ่งมักเกล้าห้อยมาเป็นหางจิว จึงได้ชื่อว่าลาวหางขาด  ไทยทรงดำเกิดผสมกับไทยและจีนลูกเกิดมาเรียกว่า   “ จ้าจาม “ (จามคือต้นครามใช้ย้อมผ้า สำหรับจ้าคือต้นคราม) ทรงผมสาวลาวในอดีต

  1. เอื่อมไหล่ เด็กสาวอายุ  13-14  ผมยาวปะไหล่
  2. สับปลิ้น เด็กสาว 14-15  ผมยาวตลบปลิ้นขึ้นด้านบน
  3. จุกผม อายุ 14-15 จุกเป็นผมไว้ด้านหน้า  ด้านหลังเป็นเปีย
  4. ผมซอยขอดกระต๊อก อายุ 16-17 ขวบ รวบไว้ข้างหลังใช้ ผมผูก  ผมปล่อยชาย
  5. ผมขอดซอย อายุ 17-18  ผูกผมเป็นเงื่อนตาย ปลายชายผมลงทางซ้าย
  6. ผมปั้นเกล้าซอย อายุ 19 เริ่มสาวเกล้าผมไว้กลางศีรษะ  ชายผมห้อยขวา
  7. ผมปั้นเกล้า อายุ 20 เป็นสาวเกล้าผมไว้บนศีรษะ  คล้ายหูกระต่ายผมห้อยซ้าย
  8. สยายผม เมื่อสามีตายประมาณ 1 ปี ก็ปั้นเกล้าเหมือนเดิม

4.4 ภูมิปัญญาท้องถิ่น

          การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

                    อาจารย์ถนอม    คงยิ้มละมัย   ผู้นำด้านอนุรักษ์   เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เยาวชน   โดยดำเนินการฝึกอบรมให้ความรู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา  ด้านศิลปวัฒนธรรมแก่เยาวชนและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตตำบลหนองปรง และในเขตอำเภอเขาย้อย อาจารย์ถนอม  คงยิ้มละมัย  มิใช่ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างเดียว ยังเสียสละทรัพย์สิน เงินทองส่วนตัว จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น เพื่อจัดเก็บเรื่องราววิถีชีวิตขอไทยทรงดำไว้ อย่างมากมายเป็นแหล่งเรียนรู้ ของนักศึกษา ประชาชน และผู้ที่สนใจทั่วไปและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของหมู่บ้าน เป็น  ปราชญ์ชาวบ้าน    ที่ได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติคุณ พิพิธภัณฑ์ปานถนอม ไทยทรงดำ ถือเป็นแหล่งรวมความรู้ ทั้งข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และพิธีกรรมต่าง ๆ มีอย่างมากมาย